บทที่ 31 ช่วยมาจากอันตรายหรือ
“เช่นนั้นเราไปกันเถิด ข้าจะบอกท่านพ่อกับท่านแม่ว่าท่านเป็นเพื่อนข้า” ฉินเหยียนเอ่ยอย่างภูมิใจ ราวกับตัดสินใจเรื่องสำคัญได้แล้ว
“เพื่อนข้าดีกว่า!” ฉินหมิงรีบแย้งทันควัน ไม่ยอมแพ้
“เจ้าอายุเพียงเก้าขวบ อายุน้อยเพียงนี้ ให้เขาเป็นเพื่อนข้าดีกว่า” ฉินเหยียนเชิดหน้าขึ้นเล็กน้อย แสดงความเหนือกว่าในฐานะพี่ชาย
ฉินหมิงทำปากยื่น “ท่านก็เพียงสิบเอ็ดขวบเอง! จะต่างอะไรกับข้านัก เราสองคนเป็นบุตรของเขาได้เลยนะ”
เยี่ยเสวียนที่ยืนฟังอยู่ด้านข้างเลิกคิ้วเล็กน้อย สีหน้าเรียบนิ่ง แต่แววตาฉายความระอาอยู่จาง ๆ
“เขาอายุยี่สิบเองมั้ง” ฉินเหยียนหันมามองเยี่ยเสวียนครู่หนึ่ง ก่อนหันกลับไปแย้งน้องชาย “เจ้าคิดว่าเขาอายุสามสิบห้าเหมือนบิดาเราหรือไร”
ฉินหมิงชะงัก คิดตามอย่างจริงจัง ก่อนจะพยักหน้า “ก็จริง…”
จากนั้นจึงเงยหน้าขึ้นอย่างตัดสินใจ “เช่นนั้นก็ให้เขาเป็นพี่ชายของพวกเราดีกว่า!”
ฉินเหยียนครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะพยักหน้า “ความคิดดี เช่นนั้นเรียกพี่เยี่ยก็แล้วกัน”
ทั้งสองหันมามองเยี่ยเสวียนพร้อมกัน ดวงตาเป็นประกายราวกับรอการยอมรับ
เยี่ยเสวียนเงียบไปเล็กน้อย
คำว่า “พี่ชาย” เป็นคำเรียกที่เขาไม่คุ้นเคยนัก ทว่าเมื่อเห็นสีหน้าคาดหวังของเด็กทั้งสอง เขาก็เอ่ยเพียงสั้น ๆ
“ตามใจพวกเจ้า”
สองพี่น้องยิ้มกว้างทันที ราวกับได้รับของขวัญชิ้นใหญ่
“เช่นนั้นไปกันเถิด พี่เยี่ย!” ฉินหมิงร้องอย่างร่าเริง
ฉินเหยียนเดินนำออกจากกระท่อม ฉินหมิงเดินตามติด ส่วนเยี่ยเสวียนก้าวตามหลังอย่างไม่เร่งรีบ
แสงอาทิตย์ยามเย็นทอดยาวบนพื้นดิน ทางเดินดินแดงคดเคี้ยวลงสู่หมู่บ้านเล็ก ๆ เบื้องล่าง ควันไฟจากเตาหุงต้มลอยเอื่อยขึ้นสู่ท้องฟ้า เสียงสุนัขเห่ารับกันเป็นระยะ
“หมิงหมิง เหยียนเหยียน พาใครมาลูก” นางซู่ ผู้เป็นแม่เอ่ยขึ้น ขณะกำลังหุงข้าวอยู่หน้าเรือน ควันไฟจากเตาดินลอยอ้อยอิ่ง กลิ่นข้าวสุกหอมอ่อน ๆ คลุ้งอยู่ในอากาศ
นางเงยหน้าขึ้น ปัดปอยผมที่หลุดลุ่ยข้างแก้ม ดวงตาอ่อนโยนจับจ้องไปยังบุรุษหนุ่มแปลกหน้าที่เดินตามหลังบุตรชายมา
“เขาคือพี่เยี่ย พวกเราช่วยพี่เขามาจากอันตรายขอรับท่านแม่” ฉินหมิงตอบอย่างกระตือรือร้น พลางยิ้มแป้น ราวกับกำลังรอคำชม
นางซู่ชะงักเล็กน้อย สายตาไล่มองตั้งแต่ศีรษะจรดเท้าของเยี่ยเสวียน เสื้อผ้าฝ้ายดูตัวใหญ่ไปนิดสำหรับเขา ดูคุ้นตายิ่งนัก ต่างจากใบหน้าที่หล่อเหลาคมคายและท่วงท่าสงบนิ่ง ซึ่งไม่อาจซ่อนความแตกต่างจากชาวบ้านทั่วไปได้
“ช่วยมาจากอันตรายหรือ” นางเอ่ยถาม
ฉินหมิงพยักหน้ารัว “พวกข้าพบพี่เยี่ยนอนอยู่ใต้กองหินบนภูเขา บาดเจ็บมากเลยขอรับ”
ฉินเหยียนรีบวิ่งเข้าไปช่วยมารดาจับหม้อข้าว ยกลงจากเตาอย่างคล่องแคล่ว “แต่ตอนนี้พี่เยี่ยดีขึ้นแล้วขอรับ ท่านแม่ไม่ต้องกังวล”
เยี่ยเสวียนก้าวเข้ามาข้างหน้าเล็กน้อย ค้อมศีรษะอย่างสุภาพ “รบกวนท่านแล้ว”
น้ำเสียงเขาเรียบสงบ ไม่ได้สูงส่งกดทับผู้ใด แต่ก็ชัดถ้อยชัดคำจนทำให้นางซู่มองเขานานขึ้นอีกครู่
จากนั้นนางจึงยิ้มบาง ๆ “ในเมื่อเด็ก ๆ พามาแล้ว ก็ถือเป็นแขกของบ้านเรา เข้ามานั่งก่อนเถิด เดี๋ยวข้าจัดอาหารให้”
คำพูดเรียบง่าย ทว่าจริงใจ
ฉินหมิงรีบคว้าแขนเยี่ยเสวียน “พี่เยี่ย มานั่งตรงนี้!”
เยี่ยเสวียนปล่อยให้เด็กน้อยดึงแขนไปอย่างไม่ขัดขืน พลางมองภาพแม่ลูกช่วยกันตักข้าว จัดถ้วยชามอย่างขยันขันแข็ง
เสียงพูดคุยเบา ๆ กลิ่นข้าวร้อน และแสงอาทิตย์ยามเย็นที่สาดลงบนลานดินหน้าบ้าน
บรรยากาศเรียบง่ายเช่นนี้ ทำให้เขานิ่งไปชั่วขณะอย่างไม่รู้ตัว
“นี่พี่เยี่ย ข้าอุ่นข้าวต้มมาให้ท่าน เผื่อท่านทานอาหารพวกนี้ไม่สะดวก” ฉินหมิงกล่าว พลางยื่นชามข้าวต้มร้อน ๆ ให้ด้วยสองมือ ไอร้อนลอยขึ้นบางเบา
เยี่ยเสวียนยื่นมือไปรับอย่างระมัดระวัง “ขอบใจเจ้ามาก”
ชามดินเผาอุ่นร้อนถ่ายทอดความร้อนผ่านปลายนิ้ว เขาก้มมองข้าวต้มสีขาวธรรมดา มีเพียงผักสับละเอียดโรยหน้าเล็กน้อย ไม่ใช่อาหารล้ำค่าใด ๆ ทว่ากลับทำให้ในอกเขาไหววูบอย่างประหลาด
“หมิงหมิง มานั่งได้แล้ว” นางซูกล่าว ก่อนจะเอี้ยวกายไปคีบชิ้นเนื้อใส่จานของฉินเหยียน “เจ้ากินเยอะ ๆ หน่อย เดี๋ยวนี้ผอมเกินไปแล้ว”
ฉินเหยียนยิ้มกว้าง “ขอบคุณขอรับท่านแม่”
“คืนนี้ท่านพ่อไม่กลับบ้านอีกแล้วหรือขอรับท่านแม่” ฉินหมิงเอ่ยถาม พลางนั่งลงข้างพี่ชาย หยิบตะเกียบกับถ้วยข้าวขึ้นมาเตรียมกิน
“พ่อเจ้าเข้าป่าลึกเพื่อไปหาเนื้อสัตว์ป่าหายากไปขาย ก็ต้องเข้าป่าไปหลายวันเช่นนี้แหละ กลับมาคราวนี้คงหาเงินได้พอใช้หนี้” นางซูกล่าว พลางถอนหายใจเบา ๆ แต่ยังพยายามยิ้มให้ลูก ๆ
ฉินเหยียนก้มหน้าลงเล็กน้อย “เมื่อเช้าท่านพ่อยังอยู่ ยามนี้ออกไปอีกแล้ว”
“เอาน่า พวกเจ้ารีบกินเถิด เดี๋ยวจะได้พาพี่เยี่ยของพวกเจ้าไปหาที่หลับที่นอน” นางซูว่า พลางคีบเนื้อใส่ชามลูกชายทีละคนอย่างเท่าเทียม
